วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

ประวัติ ณเดชน์ คูกิมิยะ (ชื่อเล่น: แบรี่) ลูกครึ่งไทย-ออสเตรีย

ประวัติ ณเดชน์ คูกิมิยะ (ชื่อเล่น: แบรี่) ลูกครึ่งไทย-ออสเตรีย 

ณเดชน์ คูกิมิยะ


ณเดชน์เกิดเมื่อวันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ที่จังหวัดขอนแก่น โดยชื่อจริงมารดาบุญธรรมเป็นผู้ตั้งให้ เป็นคำประสมระหว่าง ณ+เดชน์ มีความหมายว่า ที่แห่งนั้นจะมีฤทธิ์มีเดช โดยความหมายในพจนานุกรม คำว่าเดชน์แปลว่าลูกศร ส่วนชื่อเล่นเดิมบิดาชาวออสเตรียตั้งให้ว่าแบร้นด์ (Brand) แต่เนื่องจากอ่านออกเสียงค่อนข้างยาก ครอบครัวของเขาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น แบรี่ หมายถึง สิ่งที่อยู่บนท้องฟ้า มีฉายาที่เรียกกันในกลุ่มเพื่อนฝูงคนสนิทว่า "ป๋าแว่น" เพราะใส่แว่นตามาตั้งแต่เด็ก และเคยมีรูปร่างอ้วนมาก่อน

สุดารัตน์ คูกิมิยะ มารดาบุญธรรมของณเดชน์
ณเดชน์เติบโตและอาศัยอยู่ที่ขอนแก่น กับสุดารัตน์ คูกิมิยะ มารดาบุญธรรมชาวอีสานเชื้อสายจีนผู้มีศักดิ์เป็นป้า ซึ่งประกอบธุรกิจส่วนตัว และบิดาบุญธรรมชาวญี่ปุ่นคือโยชิโอ คูกิมิยะ เป็นวิศวกรไฟฟ้าซึ่งทำงานในกรุงเทพมหานคร ส่วนบิดาบังเกิดเกล้าเป็นชาวออสเตรีย และมารดาบังเกิดเกล้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของสุดารัตน์ ณเดชน์เดิมชื่อชลทิศ ยอดประทุม โดยหลังจากโยชิโอและสุดารัตน์ รับอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม จึงเปลี่ยนเป็นณเดชน์ คูกิมิยะ ถึงแม้โยชิโอ จะเป็นพ่อบุญธรรมของณเดชน์ แต่ณเดชน์ก็ไม่สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้เพราะโยชิโอไม่เคยสอน เมื่อสนทนากันโยชิโอจะใช้เพียงภาษาไทยกับภาษาอังกฤษเท่านั้น

เมื่อปี พ.ศ. 2551 ผู้จัดการนักแสดง ศุภชัย ศรีวิจิตร ได้ไปเยี่ยมบ้านของศุกลวัฒน์ คณารศ ที่ขอนแก่น และพบณเดชน์ซึ่งอาศัยในหมู่บ้านเดียวกันโดยบังเอิญ จึงร้องขอต่อสุดารัตน์ให้บุตรบุญธรรมเข้าร่วมเป็นนักแสดงในสังกัด ซึ่งเธอก็ยินยอม โดยก่อนหน้านั้นศุภชัยได้รู้จักกับอาจารย์ของณเดชน์ รวมทั้งเคยเห็นภาพณเดชน์จากอินเทอร์เน็ตมาบ้าง แต่เนื่องจากณเดชน์ยังมีอายุเพียง 15 ปี และกำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.4 เขาใช้เวลาฝึกบุคลิกภาพ ความสามารถต่าง ๆ ด้านการแสดงเป็นเวลา 2 ปีก่อนที่จะพาเข้าสู่การทำงานในวงการ ปัจจุบัน ณเดชน์มีบ้านของตัวเองที่กรุงเทพมหานครแล้ว แต่โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่กองถ่ายละครมากกว่าที่บ้าน เนื่องจากการทำงานต้องเดินทางอยู่เป็นประจำ

การศึกษา
ณเดชน์เรียนอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลพิมานเด็ก ต่อชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาชายซึ่งเป็นโรงเรียนชายล้วน กระทั่งถึง ป.5 ได้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนขอนแก่นวิเทศศึกษา จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา จนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (สายวิทย์-คณิต) ระหว่างศึกษา ได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันทางวิทยาศาสตร์หลายครั้ง เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา ณเดชน์ได้คัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หลักสูตรนานาชาติ [13]แต่ไม่ผ่านการสอบคัดเลือก ณเดชน์จึงได้เลือกเรียนสาขาใหม่ในมหาวิทยาลัยเอกชน เนื่องจากขณะที่ศึกษาอยู่ชั้น ม.4 เขาเริ่มสนใจการผลิตภาพยนตร์สั้น รายการโทรทัศน์  จึงต้องการเรียนรู้การทำงานเบื้องหลัง เช่น กำกับการแสดง และสนใจศึกษาทฤษฎีต่าง ๆ เกี่ยวกับการถ่ายภาพนิ่ง  ไม่ชอบการเรียนคณิตศาสตร์ ประกอบกับระยะนั้น เขาได้เข้าสู่วงการบันเทิงเป็นที่เรียบร้อย และเริ่มแสดงละครโทรทัศน์ จึงเลือกเข้าศึกษาต่อ ในสาขาวิชาการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การทำงาน
ณเดชน์ในการถ่ายแบบนิตยสาร
เมื่อเข้าเป็นนักแสดงในสังกัดของศุภชัยแล้ว ณเดชน์จึงเริ่มงานด้านการเดินแบบเป็นครั้งแรก ในงานการกุศลของศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แล้วจากนั้นก็เริ่มมีผลงานถ่ายแบบให้กับนิตยสารหลายฉบับ โดยครั้งแรกที่ทำงานในวงการบันเทิง ณเดชน์ อายุ 17 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้น ม.5  และผลงานแรกที่ปรากฏแพร่ภาพทางวิทยุโทรทัศน์คือภาพยนตร์โฆษณาหมากฝรั่ง ไทรเด้นท์ รีแคลเดนท์ คู่กับพัชราภา ไชยเชื้อ  ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ได้มีการคัดเลือกนักแสดงขึ้น โดยณเดชน์ผ่านการคัดเลือกให้เข้ามาเป็นนักแสดงหน้าใหม่ เพื่อร่วมแสดงในละครโทรทัศน์ เงารักลวงใจ เป็นเรื่องแรก และในปี พ.ศ. 2553 ได้มีผลงานละครที่สร้างชื่อเสียงคือ ดวงใจอัคนี เกมร้ายเกมรัก  ความนิยมจากการแสดงละครโทรทัศน์ ส่งผลให้ณเดชน์ ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำเสนอในภาพยนตร์โฆษณาสินค้า เพิ่มขึ้นมากมาย จากผลงานโฆษณาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากของณเดชน์ ทำให้โพสต์ทูเดย์กล่าวว่า ณเดชน์คือ "แชมป์พรีเซ็นเตอร์"  รวมทั้งชื่อเสียงในการแสดงละครคู่กับอุรัสยา เสปอร์บันด์ ทำให้ได้นำเสนอภาพยนตร์โฆษณาต่าง ๆ ร่วมกันหลายเรื่อง จนกระทั่ง และถูกเรียกให้เป็นพระนางคู่ขวัญกัน ทั้งสองคนถูกนำชื่อไปเป็นเรื่องราวสมมุติในงานจิตรกรรมฝาผนังร่วมสมัย เช่น ภาพพิธีมงคลสมรสที่วัดลำปางกลางตะวันออก แสดงวิถีการดำเนินชีวิตและขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมของคนภาคเหนือ เพื่อบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังศึกษาสืบทอดกันต่อไป  ตามมาด้วยผลงานด้านอื่น ๆ เช่นการพากย์การ์ตูนแอนิเมชันสำหรับเยาวชน เรื่อง "ซุปเปอร์ฮีโร่ หล่อช่วยได้" หนึ่งในตัวละครหลักร่วมกับปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ และปริญ สุภารัตน์ ออกอากาศทางช่อง 3  ไปจนถึงการร่วมกิจกรรมทางสังคม ต่าง ๆ เช่น คณะทูตของโครงการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม 2554 โดยสภากาชาดไทย  เป็นพรีเซ็นเตอร์ รณรงค์เชิญชวนชายไทยคัดเลือกทหาร ของกองทัพบกไทย ประจำปี 2555  เป็นต้น ซึ่งผลงานหลากหลายประเภทที่ทำไว้ในข้างต้นเป็นจำนวนมาก บางกอกโพสต์จึงเรียกณเดชน์ว่า "Mr Everywhere" โดยเหตุผลของหนังสือพิพม์ มาจากการที่ประชาชนสามารถพบเห็นณเดชน์ตามแหล่งสื่อต่างๆ ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

เมื่อปี พ.ศ. 2555 มีผลงานแสดงละครเรื่อง ธรณีนี่นี้ใครครอง แสดงร่วมกับอุรัสยา เสปอร์บันด์อีกหน การแสดงของทั้งคู่กรุงเทพธุรกิจวิจารณ์ไว้ว่า "ได้เผยถึงความหลากอารมณ์ มีหลายอย่างปน ๆ กันอยู่ แล้วปล่อยออกมาแบบกระตุ้นการรับรู้" (sensory stimulus)  นอกจากงานแสดงแล้ว ณเดชน์ยังได้มีส่วนร่วมกำกับภาพยนตร์กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเชียงคาน ซึ่งเป็นผลงานการกำกับครั้งแรก และปีเดียวกันนี้ ณเดชน์ได้มีงานแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตคือ คู่กรรม รับบทเป็น "โกโบริ" ทหารญี่ปุ่น ซึ่งณเดชน์ได้เข้าเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเพื่อการพูดภาษาไทยให้มีสำเนียงเหมือนชาวญี่ปุ่น แสดงร่วมกับอรเณศ ดีคาบาเลส นักแสดงหน้าใหม่ กำกับภาพยนตร์โดยกิตติกร เลียวศิริกุล ผลิตโดยเอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ ทางด้านผู้จัดจันทิมา เลียวศิริกุล กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกณเดชน์ เพราะโกโบริคือณเดชน์ ว่า "เพราะเขาคือคนที่เหมาะที่สุด เราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนตัวเป็นคนอื่น และถ้าไม่ได้น้องเขาจริง ๆ โปรเจกต์นี้ก็คงต้องเก็บไว้ก่อน" ในปี พ.ศ. 2556 ณเดชน์ได้รับเลือกให้แสดงในละครเรื่อง "ลมซ่อนรัก" รับบทเป็นหมอชื่อ ปราณนต์ และนักธุรกิจชื่อ ปราณ ซึ่งเป็นการรับบทบาทฝาแฝด เป็นครั้งแรกในชีวิต ผลิตโดย "ธิติมา สังขพิทักษ์" ผู้จัดละครคนเดิมที่เคยร่วมงานกับณเดชน์แล้วในดวงใจอัคนี และธรณีนี่นี้ใครครอง แสดงร่วมกับ ณฐพร เตมีรักษ์ และธัญชนก กู๊ด ออกอากาศในปี พ.ศ. 2557

ผลงาน
ดูบทความหลักที่ รายชื่อผลงานของณเดชน์ คูกิมิยะ
ชีวิตส่วนตัว
ก่อนเข้าสู่วงการบันเทิง - ปี 2554
ณเดชน์เล่าถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวว่า โยชิโอและสุดารัตน์มีวิธีการเลี้ยงดูที่ต่างกัน โดยณเดชน์สนิทสนมคุ้นเคยกับสุดารัตน์มากที่สุดเพราะอยู่ใกล้ชิด โทรศัพท์ถึงกันทุกวัน ดูแลถามไถ่เรื่องอาหารสุขภาพ ไม่ดุ ส่วนโยชิโอ จะคุยกันแบบผู้ชาย เรื่องวางแผนในอนาคต อาชีพการงาน และเรื่องผู้หญิง ทั้งนี้ พ่อและแม่ที่แท้จริงของณเดชน์ ได้แยกทางกันไปตั้งแต่ ณเดชน์ยังเด็ก ๆ และณเดชน์ก็ไม่เคยเจอหน้าพ่อแท้ ๆ เลย ซึ่งณเดชน์สงสัยที่มาที่ไปของตัวเองมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นอนุบาล จนกระทั่ง ม.2 หลังโดนเพื่อนทักว่าทำไมหน้าตาไม่คล้ายคนญี่ปุ่น ณเดชน์จึงมาถามความจริงกับสุดารัตน์ จนทราบเรื่อง โดยณเดชน์ก็ยอมรับเรื่องดังกล่าว อีกทั้งยังรักและเคารพพ่อและแม่บุญธรรมเหมือนเดิม พร้อมกับยกย่องพ่อบุญธรรมชาวญี่ปุ่นเป็นฮีโร่ในดวงใจ และถือว่าตัวเองก็เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น ครั้งเมื่อณเดชน์ กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยม เขาเคยเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการค่ายอาสาชนบท ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่ในเขตนอกอำเภอเมือง เป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก ณเดชน์ได้ดูแลและช่วยสอนภาษาอังกฤษ ให้กับเด็กนักเรียนในที่แห่งนั้น ในตอนแรกณเดชน์ไม่มีความคิดอยากที่จะเป็นนักแสดง เพราะเคยมีอคติส่วนตัวต่อวงการบันเทิงไม่ชอบดูละคร แต่ด้วยคำแนะนำของสุดารัตน์และศุภชัยจึงได้เข้าสู่วงการ[9]ดารานักแสดงทางฝั่งฮอลลีวูดที่ณเดชน์ชื่นชอบคือ นิโคล คิดแมน เพราะดวงตามีเสน่ห์ มองแล้วรู้สึกประทับใจ โดยให้เหตุผลว่า "ผมชอบเวลามองผู้หญิง แล้วเขามองกลับมาครับ เพราะตาของผู้หญิงแต่ละคนสามารถบอกได้ว่า เขาคิดยังไงกับเรา" แม้ณเดชน์มีภาพลักษณ์ที่สนุกสนานร่าเริง แต่เคยให้สัมภาษณ์ว่า บางครั้งมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ต้องการพบปะผู้คน และต้องปรับตัวในการเข้าสู่วงการบันเทิงมาก

ในระยะแรกของการเริ่มต้นทำงาน มีบางช่วงณเดชน์สมาธิสั้น ในขณะที่กำลังแสดงละครอยู่นั้น จำบทไม่ค่อยได้จึงทำให้เกิดความผิดพลาดของการถ่ายทำมากที่สุดถึง 20 ครั้ง ณเดชน์เป็นคนชื่นชอบการฟังเพลงและเล่นดนตรีหลายอย่าง เช่นกีตาร์, อูกูเลเล  โดยเมื่อว่างจากการถ่ายทำละคร เขามักจะนำอูกูเลเล คอร์เน็ต และแบนโจ มาเล่นบ่อย ๆ สมัยที่เรียนมัธยมต้น ณเดชน์กับเพื่อนได้รวมกลุ่มก่อตั้งวงดนตรีเพื่อแสดงในกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน ชื่อวง ดีเอกซ์ โดยณเดชน์เป็นมือเบส และได้ร้องนำบ้างในบางโอกาส รวมถึงชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก  ส่วนกีฬาที่นิยมเล่นในเวลาว่าง คือฟุตบอล, ว่ายน้ำ, กอล์ฟ ซึ่งโยชิโอสอนให้เมื่ออายุ 10 ปี และเทควันโด ซึ่งเคยเข้าแข่งขันได้รับรางวัลรองชนะเลิศในรุ่นเยาวชนชาย อายุไม่เกิน 6-8 ปี จากรายการชิงแชมป์ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2545 อนึ่ง ณเดชน์กล่าวว่า เขามีความศรัทธาและเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างสม่ำเสมอ ได้ผ่านการบวชเณรมาเมื่อวัยเยาว์ จนกระทั่งได้รับรางวัลบุคคลผู้มีคุณธรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปี พ.ศ. 2554 โดยสภาศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

ปี 2555 - ปัจจุบัน
ในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555 รายการ เช้าดูวู้ดดี้ ออกอากาศทางช่องโมเดิร์นไนน์ทีวี ได้มีการถ่ายทอดเทปบันทึกเรื่องราวของ "ด.ญ.พรสุภาดา คำกำพุทธ" มีชื่อเล่นว่า "มอมแมม" ที่อาการดีขึ้นอย่างเป็นปรากฏการณ์ คล้ายปาฏิหาริย์ หลังจากการดูละคร "เกมร้ายเกมรัก" และชื่นชอบตัวละคร "สายชล" พระเอกของเรื่องรับบทโดยณเดชน์  เป็นแรงบันดาลใจ ทำให้ปฏิกิริยาของร่างกาย ฟื้นจากอาการป่วยเร็วขึ้นทุกครั้งก่อนได้รับการผ่าตัด  โดยบิดาของเด็กหญิงได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่า "ในช่วงเขาป่วยเข้าโรงพยาบาลก็จะไปดูแลเขาตลอด ต้องเขาผ่าตัดมา 3 ครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ก็ยังไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลเลย เกือบเสียชีวิตไปแล้วเมื่อ 2 ครั้งที่แล้ว แต่ก็รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งทุกครั้งก็จะทำใจไว้ล่วงหน้า เพราะอาการหนักมากจริงๆ แต่ครั้งล่าสุดเขาบอกว่าเขาจะกลับมาหาสายชล ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคืออะไร มารู้ที่หลังว่าเขาชอบดูละครเรื่องนี้ และชอบสายชลมาก คุณหมอบอกว่าอาการดีขึ้นทุกครั้งที่ได้ดูสายชล"  โดยมอมแมมเป็นเด็กหญิงวัย 7 ขวบ มีหัวใจเพียงแค่ 2 ห้อง และไม่มีเส้นเลือดไปเลี้ยงที่ปอด ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไปได้ หลังจากที่ณเดชน์ทราบเรื่อง จึงเดินทางมาพบเด็กหญิงเพื่อมาให้กำลังใจพบปะพูดคุยกับเด็กหญิง เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  บริจาคเงินให้ครอบครัวของเด็กหญิงอีก 50,000 บาท วันรุ่งขึ้นเป็นพาดหัวข่าวใหญ่บนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ และรายการโทรทัศน์บันเทิงหลายช่อง จนวันที่ 22 มกราคม เด็กหญิงสามารถออกจากโรงพยาบาล และกลับมาเรียนหนังสือได้อย่างเป็นปกติ

ความนิยมของณเดชน์ ส่งผลให้มีผู้คนและแฟนคลับที่นิยมชมชอบเขาเป็นอันมาก โดยติดตามไปเฝ้าดูในทุกที่ และนำสิ่งของต่าง ๆ ไปมอบให้ ทว่าบุคคลกลุ่มนี้ปฏิบัติจนเกินงาม กระทั่งสร้างความเดือดร้อนรำคาญ แก่ณเดชน์และผู้เกี่ยวข้องอยู่เนือง ๆ ทั้งในความเป็นส่วนตัว ความสะดวก และการรักษาความปลอดภัย ฝ่ายณเดชน์ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว แต่แฟนคลับดังกล่าวไม่เชื่อฟัง เขาเองไม่ทราบจะทำอย่างไร จึงปล่อยไปตามเลย กระทั่งวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ยุทธนา ลอพันธุ์ไพบูลย์ ผู้กำกับละครโทรทัศน์ที่ณเดชน์แสดงนำ หมดความอดทนต่อการปฏิบัติเกินสมควร จึงให้สัมภาษณ์ต่อว่าแฟนคลับเหล่านี้ ความตอนหนึ่งว่า "น้องเขาเป็นคนสาธารณะก็จริง แต่ไม่ใช่ส้วมสาธารณะที่จะใครเข้ามาใช้ก็ได้" และมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานาในสังคมออนไลน์ รวมถึงเกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ซึ่งแสดงความคิดเห็นว่า "เรื่องเหล่านี้มันเป็นพฤติกรรมวัยรุ่นอย่างหนึ่ง...มันไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพียงแต่พ่อแม่ก็ต้องคอยดู ถ้ารู้สึกว่ามันมากไป ก็ต้องตักเตือน...เขาจะได้ไม่หมกมุ่นอยู่กับเรื่อง ๆ เดียว"

การจัดงานวันแม่แห่งชาติ ปี 2555 ณเดชน์ได้รางวัลลูกที่มีความกตัญญูกตเวทีอย่างสูงต่อแม่ จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  มีจำนวนทั้งสิ้น 85 คน จาก 330 คน ซึ่งณเดชน์เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัล ประเภท นักร้อง นักแสดง ศิลปิน  โดยเข้ารับพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร  ในปีต่อมา ณเดชน์ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นทูตพระพุทธศาสนาวิสาขบูชานานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2556 และการประกาศเกียรติคุณรางวัลครอบครัวชาวพุทธมามกะ จากทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น